เข้าสู่ระบบ 

ข้อมูลบล๊อกเกอร์
ต้นระกา
ชื่อ Blog : แรกเริ่ม
วันที่สร้าง : 21-01-2553
จำนวนเรื่อง : 32
จำนวนผู้ชม : 3330
ความเห็น : 66
คะแนนโหวต : 340
 
 

คลังข้อมูลบล็อก
  • 2553
  •    สิงหาคม (1)
       กรกฎาคม (8)
       มิถุนายน (1)
       พฤษภาคม (1)
       เมษายน (3)
       มีนาคม (5)
       กุมภาพันธ์ (3)
       มกราคม (7)
     

    เว็บลิงค์
  • warintirakMblog
  • We love The King radio
  • บ้านของกระเจี๊ยบ
  •  
    กลุ่มบล็อก
  • เรื่องทั่วไป
  • เศรษฐกิจพอเพียง
  • ปรัชญาและศาสนา
  • ท่องเที่ยว
  • ศิลปะและวัฒนธรรม
  •  

    บล็อกล่าสุด
  • ต้องการความสงบ
  • สายลมที่พัดผ่านมา
  • jitasa
  • สายน้ำพระจันทร์
  • เพลง
  • Blogของคนไฮเปอร์
  • Friendship
  • แรกเริ่ม
  • เรือนไม้
  • Blog Support
  •  

    แรกเริ่ม
     วันที่  31-07-2553  เวลา : 07:59  ผู้อ่าน 19 คนBookmark and Share
    ความคิดคำนึงก่อนถึงปีหน้า โดย เปลว สีเงิน
     

    คงไม่ต้องคิดใหม่ เขียนซ้ำทุกๆความรู้สึก ลุงเปลว สีเงิน ได้คิดและเขียนแทนคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ไว้แล้ว

    เรามาตามดูกันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับปัญหาใหญ่ของชาติและถ้าไม่ใช่รัฐบาลยุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นอย่างไร?จะเป็นเช่นที่เราคิดกันไว้หรือไม่?

    บทความ เปลว สีเงิน อิสรแห่งความคิด ไทยโพสต์ วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553

    ความคิดคำนึง "ก่อนถึงปีหน้า"

     

    ซื้อเวลาได้อีก ๑ ปีครับ ในเรื่องที่เราต่อสู้ ไม่ยอมให้กัมพูชานำพื้นที่ของเรา "รอบปราสาทพระวิหาร" ไปผนวกเข้ากับตัวปราสาทตีทะเบียนเป็น "มรดกโลก" ฝ่ายเดียว เพราะสุดท้าย "คณะกรรมการมรดกโลก" มีมติเลื่อนพิจารณาแผนพัฒนาฯ ตามที่กัมพูชาเสนอไปปีหน้าที่บาห์เรน
    ก็คงเขิน เพราะกติการะบุว่า ต้องเสนอแผนก่อนประชุม ๔๕ วัน แต่ครั้งนี้ยื่นเช้า-ประชุมเย็น ขืนไม่เลื่อน คณะกรรมการฯ ก็คงเสียหมา!
    ก่อนอื่นก็ต้องปรบมือให้เกียรติ-ให้กำลังใจทีมงานนายสุวิทย์ คุณกิตติ และคณะนายทหาร ที่ผนึกกันทำงานอย่างหนักที่บราซิล จนพบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะนำข้อเท็จจริงไล่ตามตูดกัมพูชาไปอธิบายให้แต่ละประเทศที่เป็นคณะกรรมการฯ ได้เข้าใจว่า

    "
    แผนผัง" ที่เขมรยื่นเข้ามานั้น โมเมทำฝ่ายเดียว แถมเอาพื้นที่ของไทยผนวกเข้าไปด้วย!
    ขืนรับแผน ก็เท่ากับคณะกรรมการมรดกโลกเป็นผู้จุดชนวนสงครามระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดขึ้น ซึ่งมันผิดหลักการ และขัดแย้งกับเจตนารมณ์ยูเนสโกโดยสิ้นเชิง ที่ต้องการให้มรดกโลกเป็นสื่อรัก มิใช่สื่อเลือด

    เดี๋ยว...ปรับฐานเป็นความเข้าใจสถานภาพ ณ ปัจจุบันของปราสาทพระวิหารกับความเป็นมรดกโลกให้ตรงกันก่อน แต่เดิม ทั้งตัวปราสาท ที่ตั้งตัวปราสาท และพื้นที่โดยรอบ "เป็นของไทย" เมื่อมีการฟ้องร้องต่อศาลโลก ในปี ๒๕๐๕ ศาลโลกก็ตัดสินว่า
    เฉพาะตัวปราสาทและที่ตั้ง เป็นของกัมพูชา!
    ส่วนพื้นที่นอกนั้น ศาลโลกไม่ได้แตะต้อง ซึ่งเท่ากับยอมรับตามสถานภาพเดิมว่า นอกเหนือจากตัวปราสาทและที่ตั้ง นอกนั้นทั้งหมดยังคงเป็นดินแดนของไทยเหมือนเดิม

    เพราะเหตุนี้ เมื่อเขมรนำตัวปราสาทไปขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลก คณะกรรมการฯ จึงรับตีทะเบียนตัวปราสาทเป็นมรดกโลกให้เขมรเมื่อปี ๒๕๕๑ แบบ "มีเงื่อนไข"
    เงื่อนไขคือ การจดทะเบียนนี้จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ เขมรตกลงกับไทย นำพื้นที่อนุรักษ์รอบตัวปราสาทมาจัดทำเป็นแผนบริหาร-จัดการเพื่อการพัฒนา โดยต้องยื่นแผนบริหาร-จัดการนี้ภายใน ๑ ปี คือต้องยื่นต่อคณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งต่อไปนั่นแหละ

    เพื่อมิตรภาพความเป็นบ้านใกล้-เรือนเคียง ไทยก็เปิดช่องสะดวกให้เขมร "ถ้าอย่างนั้นขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน ๒ ประเทศไปเลย"
    เขมรก็ไม่เอา กูจะเอาของกูคนเดียว ไม่ต้องพึ่งฝ่ายไทยก็ได้ ว่าแล้วก็กระเสือกกระสนตัดถนนจากฝั่งของเขาตะกายหน้าผาเป็นทางขึ้นไปสู่ตัวปราสาท มันก็ยังไม่ไหว มันดิบและด้านเกินกว่าจะจูงใจให้ใครไปหลงใหลได้ แค่ตะกายขึ้นไปบนตัวปราสาทแล้วไต่ลง ไม่มีพื้นที่รอบๆ ไม่มีองค์ประกอบในความเป็นปราสาทที่อยู่ในฝั่งไทยให้เที่ยวศึกษา ได้ชื่นชมทัศนาเลย

    มันก็เหมือนให้มาแลหิน แต่ที่กินได้ กอดได้ หอมได้ จับต้องได้ เล่าขานตำนานกล่าวได้ ทุกอย่างอยู่ในเขตไทยทั้งนั้น!
    ชาติที่เป็นคณะกรรมการฯ คงดูท่าแล้วว่า ปล่อยไปอีแบบนี้จะผิดแผน-ผิดเป้า-ผิดประโยชน์ จึงออกมติเป็น "ตาอยู่" ตั้งกรรมการ ๗ ชาติ กะมารวบหัว-รวบหาง ชี้เอาพื้นที่รอบตัวปราสาทไปผนวกเข้าแผนบริหารเพื่อให้การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมีผลสมบูรณ์
    ใครยอมก็บ้าน่ะซี!
    คงมีแต่ไทยประเภท "ใจทักษิณ" เท่านั้นที่ยอม แต่ไทย "เลือดไทย" ไม่มีใครยอม ๗ จอมโจรเสื้อนอกที่หวังปล้นดินแดน เลยแหงนเถิ่งหายไป เข้ามาเจ้ากี้-เจ้าการชี้นิ้วเอาอย่างนั้นไม่ได้

    จนลงท้าย มาถึงปีนี้ เขมรไม่เคยมาคุยกับไทยในเรื่องพื้นที่รอบตัวปราสาท ก็สงสัยอยู่ว่า มีทีเด็ดอะไรเป็นแผนไปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก?
    ไปยื่นแผนบริหาร-จัดการพื้นที่เอาเช้า ๒๙ ก.. แล้วเขาจะประชุมกันตอนเย็น จะ "เด็กเส้น" อะไรขนาดนั้น เพราะมันผิดกฎ ยิ่งถูกฝ่ายไทยจับจ้องมองเขม็งอยู่ด้วย คณะกรรมการฯ เลยเหมือนสมภารเห็นสีกาผ้าหลุดบนศาลา ก็ดูแต่ตา มือไม่กล้าแตะ

    และยิ่งกว่านั้น แผนบริหาร-จัดการ แทนที่จะมีแผนที่ของพื้นที่โดยรอบเพื่อการพัฒนาแนบเสนอขึ้นไป กลับทำเป็น "แผนผัง" คือไม่กล้ามาแตะพื้นที่โดยรอบของไทย แต่ถึงกระนั้น ในความที่เป็นข้อเท็จจริง ปราสาทกับพื้นที่รอบปราสาทมันเหมือน "เนื้อกับหนัง" ที่ต้องอยู่ด้วยกัน ถึงศาลโลกผ่าตัดแยกส่วนออกจากกันไป แต่ไม่ว่าเขมรจะทำแผนผังยังไงที่จะไม่ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนไทย
    มันยากที่จะฝืนความจริง!
    ไทยก็ต้องค้าน จะปล่อยไปไม่ได้ สุดท้าย ทั้งเขมร และทั้งคณะกรรมการมรดกโลกก็ต้อง "ซื้อเวลา" ด้วยการเลื่อนพิจารณาแผนไปปีหน้าโน่น

    คณะกรรมการมรดกโลก กับเขมร เป็นฝ่ายซื้อเวลา ไม่ใช่ไทยเป็นฝ่ายซื้อ ถ้าชาติมหาอำนาจมีอะไรกุ๊กกิ๊กกับเขมร อยากจะให้การขึ้นทะเบียนมีผลสมบูรณ์ ต้องไปกล่อมให้เขมรมาคุยกับไทย ไม่ใช่มากล่อมให้ไทยไปยอมเขมร เพราะไทยไม่เดือดร้อนอะไร ความจริงไทยก็ใจเป็นมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว
    แค่โอเคว่า "จดทะเบียนร่วมกัน" เป็นหุ้นส่วนแห่งความรวยทางวัฒนธรรมด้วยกัน เท่านั้น ทุกอย่างมันก็จบ!
    ผมแอบดูใจคนไทยจากเรื่องนี้แล้วก็ดีใจ ไม่มีตูดใครนั่งติดที่ ไฟรักชาติ-หวงแผ่นดิน มันลน ก็คอยลุ้นเมื่อคืนวานนี้ว่า "ผลจะออกมาอย่างไร" เมื่อทราบว่า เลื่อนไปปีหน้า ไฟในอกค่อยรา และหลับลง

    มีที่อนาถอยู่ราย ไอ้ฝรั่งสถุลที่ชื่อ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ลูกจ้างทักษิณ ทักษิณมันจ้างมาด่าชาติ และคอยทำลายบ้านเมืองของตัวเอง ของพ่อ-ของแม่-ของบรรพบุรุษตัวเอง พอรู้ว่าไทยพิทักษ์รักษาดินแดนไว้ได้ แทนที่จะดีใจ กลับเจ็บแค้นแทนเขมร
    ให้ไอ้ฝรั่งขี้ครอกเขียนเว็บไซต์ด่านายกฯ อภิสิทธิ์-ด่ารัฐบาลบ้านพ่อ-เมืองแม่มันทันที!
    พรรค "เพื่อไทย" น่าจะเจ็บร้อนแทนประเทศชาติบ้านเมือง แถลงการณ์ตอบโต้และสั่งสอนทั้งฝรั่งขี้ข้า ทั้งนายจ้างที่ชื่อทักษิณให้รู้สำนึกไว้บ้าง เห็นเขมรเป็นเพื่อนบ้านที่ดีนั้น-ได้ แต่ใครเห็นเขมรดีกว่าไทยเรา ก็น่าโอนสัญชาติไปอยู่กะเขา แผ่นดินจะได้เบาขึ้นบ้าง

    ตั้งชื่อว่าพรรค "เพื่อไทย" มีชีวิตอยู่ด้วยข้าวแดงแกงร้อนประเทศไทย แถมมีเงินเดือนจากภาษีประชาชนคนไทย แสดงความเจ็บร้อนแทนประเทศ-แทนคนไทยหน่อยซิครับ ในภาวะอย่างนี้ "อมสาก" แทนการทำหน้าที่
    แล้วยังจะมีหน้าเป็น ส..กันอีกหรือ!?
    เอาละ เมื่อสถานการณ์สะดุดหยุดอยู่ ณ จุดนี้ รัฐบาลก็ดี ข้าราชการในระบบรัฐก็ดี กองทัพก็ดี เอาความบกพร่องในอดีตมาเป็นตัวตั้งเพื่อการแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบให้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นสักหน่วยงานหนึ่งดีไหม
    ?
    เราตกอยู่ในสภาพ "ตั้งรับ" มาตลอด และเป็นการตั้งรับแบบ "ทุลัก-ทุเล" ไม่มีการเตรียมการ ไม่มีการสำนึกในหน้าที่ ปล่อยปัญหาแผ่นดิน เป็น "ผีไม่มีญาติ" มาตลอด ดูการทำงานของเขมรเขาบ้าง หัดอายเขาบ้าง จำได้มั้ย ทุกครั้งที่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พระราชทานพระบรมราโชวาท จะขมีขมันขานรับว่า "รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม เพื่อปฏิบัติ
    "
    ๑ ปี ก็พูดอย่างนี้ ๒ ปี ก็พูดอย่างนี้ ๓ ปี ก็พูดอย่างนี้ จนเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็พูดกันเป็นปากชักยนต์อยู่อย่างนั้น พูดตอนเช้า ตกเที่ยงลืมหมดแล้ว
    !
    เรื่องปราสาทพระวิหารนี่เหมือนกัน ยังมีการบ้านค้างคาอีกมากมาย เรื่องที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน เรื่องข้อมูลที่ยังไม่มีการรวบรวม-เรียบเรียงให้คนไทย และคนทั้งโลกที่สนใจได้ค้นคว้า-ศึกษา เรื่องเขตแดน เรื่องการปักปันเขตแดน เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาท เรื่องพื้นที่อนุรักษ์โดยรอบ เรื่องการบุกรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือนของเขมร และ ฯลฯ

    คณะปฏิรูปประเทศเขายังมีเทอมงานตั้ง ๓ ปี โดยไม่ต้องล้มตามการเมือง ฉะนั้น รัฐบาลควรจะตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นซักแห่ง ทำหน้าที่รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์-วิจัย ติดตามเรื่องราว ประสานงาน ประสานข้อมูล เรียกว่าเป็น "ข้อต่อเบื้องต้น" จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
    นำมารวบรวมไว้ที่ "ศูนย์หน้า" เพื่อการศึกษา-วิเคราะห์เอกสาร-หลักฐาน-ข้อมูลแห่งนี้ มีอะไรก็จะสามารถเรียกใช้นำไปสัประยุทธ์กับเขาบนเวทีได้ทันที!
    ระบบราชการไทย "ชอบสั่ง" และมากไปด้วย "คนสั่ง" สั่งเป็นล้าน แต่งานสำเร็จแค่สิบ สมัยรัฐบาลเปรม และรัฐบาลทักษิณ ผมได้ยินว่าเขาตั้งหน่วย "ติดตามงานตามสั่ง" นั่นสะท้อนถึงว่า คนไทยขาดระเบียบ-วินัย-ความรับผิดชอบ เรียกสรุปว่า "ขาดจิตสำนึก" ในหน้าที่

    เรื่องนี้เหมือนกัน เมื่อรู้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกโยกไปอีกปี พรุ่งนี้ก็อาจลืมหมด ไม่มีใครจำใส่กะโหลกเพื่อแก้ไขความบัดสีในหน้าที่งาน จนถึงปีหน้า ใกล้ประชุมสัก ๒-๓ วันค่อยมาหัวปั่นกันใหม่ ถ้าเป็นอย่างนี้ เขมรอยากได้ตรงไหน ยกไปให้หมดดีมั้ย เหลือเอาไว้ก็รักษาไม่ได้อยู่ดี
    เพราะ "มีจิตสำนึก" กันอยู่กี่คน...หือ?

    http://www.thaipost.net/news/310710/25585

     
     คะแนนโหวด2
     
     ให้คะแนนโหวด | แจ้งลบ ส่งให้เพื่อน | พิมพ์หน้านี้ 

     

    ความคิดเห็น :  ***
    ชื่อ :  ***
    รหัสยืนยัน :  *** กรุณากรอกรหัสยืนยัน 5 ตัว ด้านล่าง
     

    Html :  ใช้   ไม่ใช้
               
              
      

     

     


     

     
    Copyright © 2010-2011, WeLovetheKingRadio. All Rights Reserved.

    Powered by ThaiHelloHost